คนคอมพิวเตอร์

Archive for สิงหาคม 2009

หน้าแรก สารบัญ เกี่ยวกับบล็อกนี้ เกี่ยวกับผู้เขียน

เราเตอร์เทเบิ้ล [2]

ค้นพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเราเตอร์ วิธีกำหนดค่าพื้นฐานในเราเตอร์ที่คุณควรรู้

ลาภลอย วานิชอังกูร www.laploy.com


MAC ที่กินไม่ได้

MAC แอดเดรส (Media Access Control address) คือหมายเลขประจำตัวของอุปกรณ์ในเครือข่าย หมายเลขนี้ถูกกำหนดไว้ในตัวฮาร์ดแวร์จากโรงงานผู้ผลิต หมายเลขเหล่านี้ไม่มีซ้ำกัน ยกตัวอย่างเช่นวงจรเชื่อมต่ออีเธอเนตในคอมพิวเตอร์ของเราจะมี MAC แอดเดรสที่ไม่ซ้ำกับอุปกรณ์ใดๆ ในโลก หากต้องการทราบว่า MAC ในคอมพิวเตอร์ของเรามีค่าเป็นเท่าใดให้ทำดังนี้

  1. กดปุ่ม Start
  2. เลือกหัวข้อ Run…
  3. พิมพ์ cmd แล้วกด OK
  4. พิมพ์ ipconfig/all แล้วกด Enter

 

ผลลัพธ์จากคำสั่ง ipconfig/all

 

แม่ข่าย DHCP

เราเตอร์จำลองการทำงานของแม่ข่าย DHCP ได้ด้วย แม่ข่ายนี้ทำหน้าที่กำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสให้แก่เครื่องลูกข่าย เพื่อให้เครื่องลูกข่ายสามารถเชื่อมต่อกับแลนและอินเตอร์เน็ตได้ แม่ข่าย DHCP จะรับประกันว่าเครื่องลูกข่ายทุกเครื่องจะได้หมายเลขไอพีที่แตกต่างกันเสมอ (คือไม่มีทางซ้ำกัน)

ปรกติพนักงานผู้ดูแลระบบ (admin) จะทำหน้าที่กำหนดหมายเลขไอพีให้แก่เครื่องลูกข่ายแต่ละเครื่อง ทำให้ MAC แอดเดรสจับคู่กับไอพีแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกันอย่างถาวร

แม่ข่าย DHCP สามารถกำหนดหมายเลขไอพีให้แก่เครื่องลูกข่ายได้อย่างมีพลวัต คือการจับคู่ระหว่างไอพีแอดรสกับ MAC แอดเดรสจะไม่ตายตัว แต่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเช่น หาก MAC แอดเดรสหนึ่งไม่ได้ใช้ไอพีอีกต่อไปแล้ว (เช่นปิดเครื่องหรือถูกนำออกไปจากเครือข่ายอย่างถาวร) แม่ข่าย DHCP อาจนำไอพีนั้นไปใช้กับ MAC แอดเดรสอื่นๆ ได้ โดยจะเลือกใช้จากย่านไอพี (IP pool ไอพีพูล) ที่เรากำหนดไว้

 

หน้าล็อกอิน

เมื่อเซตค่าให้วินโดวส์รับไอพีจากแม่ข่าย DHCP แล้ว ให้เปิดเว็บบราวเซอร์ (อินเตอร์เน็ตเอ็กซ์พรอเรอหรือไฟร์ฟอกซ์ก็ได้) แล้วป้อมพิมพ์ไอพีต่อไปนี้ในช่องแอดเดรส 192.168.1.1 นี่คือหมายเลขไอพีแอดเดรสของเราเตอร์ หากทุกอย่างเรียบร้อยดีเราเตอร์จะแสดงหน้าโฮมเพจหรือหน้าล็อกอิน

ในหน้านี้เราต้องป้อนชื่อและรหัสผ่านของผู้ใช้ ในช่อง Login Name และช่อง Password ให้ป้อน admin เหมือนกันทั้งสองช่อง แล้วกดปุ่ม Login (ถ้าเป็นเราเตอร์ที่มากับ True ให้ป้อนพิมพ์รหัสผ่านว่า ทรูคอร์ปอเรชั่น ขณะที่แป้นพิมพ์อยู่ในโหมดภาษาอังกฤษ) หากป้อนชื่อและรหัสผ่านถูกต้อง เราเตอร์จะแสดงข้อมูลต่างๆ (เช่นระยะเวลาที่ใช้ สถานะของ DSL ฯลฯ) เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าเราได้ล็อกอินเข้าในซอฟต์แวร์ของเราเตอร์สำเร็จแล้ว

 

หน้าล็อกอิน

ให้ป้อนคำว่า admin ในช่อง Login Name และ Password

หากเราเตอร์แสดงข้อมูลแบบนี้แสดงว่าเราล็อกอินเข้าในซอฟต์แวร์ของเราเตอร์ได้สำเร็จ

 

เมื่ออยู่ในหน้าโฮมเพจจะเห็นว่าด้านบนมีแถบแสดงหัวข้อต่างๆ ดังนี้

  • Home: คือหน้าโฮมเพจหรือหน้าเริ่มต้น
  • Setup: หน้าคำสั่งสำหรับตั้งค่าทั่วไป
  • Advance: หน้าคำสั่งสำหรับตั้งค่ารายละเอียดเพิ่มเติม
  • Tools: หน้ารวมคำสั่งที่เป็นเครื่องมือต่างๆ
  • Status: หน้าแสดงสถานะต่างๆ
  • Help: หน้าแสดงข้อความอธิบายวิธีใช้งาน

 

ส่วนตั้งค่าอินเตอร์เน็ต

ค่า PPPoE คือการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกผ่านระบบ ADSL หรือ WAN เป็นค่าที่ใช้เพื่อเชื่อมต่อเราเตอร์ของเรากับเครื่องแม่ข่ายของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต การกำหนด PPPoE เป็นส่วนสำคัญพื้นฐานสุดของการตั้งค่าเราเตอร์ เมื่อซื้อเราเตอร์มาใหม่เราจะต้องกำหนดค่าในหน้านี้ก่อน ค่าบางค่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ค่าบางค่าต้องเปลี่ยนตามเอกสารที่ได้รับจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เมื่อทำตามขั้นตอนในหัวข้อนี้โปรดตรวจสอบคู่มือการตั้งค่าของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตตามไปด้วย

1. กดปุ่ม Connection 1 ซึ่งอยู่มุมซ้ายด้านล่างของจอภาพ เมื่อกดแล้วจะเห็นหน้า PPPoA Connection Setup

2. ในหน้า หน้า PPPoA Connection Setup ให้เลือก PPPoE จากหัวข้อ Type (อยู่ในดรอปดาวน์ลิสต์บ็อกส์) หน้าจอจะเปลี่ยนไปเป็น PPPoE Connection Setup

3. ใส่ชื่อในช่อง Name เป็นชื่อที่ตั้งไว้อ้างอิงการเชื่อมต่อกับ ISP เช่น TrueHiSpeed (ใส่ว่าอะไรก็ได้ แต่จะมีช่องว่างในชื่อไม่ได้)

4. ในหัวข้อ Options ให้เลือกทั้ง NAT และ FireWall

5. เปลี่ยนค่า VPI เป็น 0 ค่า VCI เป็น 100 หรือตามที่ระบุโดยผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

6. ค่า QoS เป็น UBR ดีแล้วไม่ต้องเปลี่ยนยกเว้นว่าจะระบุเป็นอย่างอื่นในคู่มือการตั้งค่าของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

7. ค่า PCR และ SCR ปล่อยว่างนอกจากจะระบุเป็นอย่างอื่นในคู่มือการตั้งค่าของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

8. ช่อง Username และ Password ให้ใส่ชื่อรหัสผ่านที่ได้มาจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

9. ค่าอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ไม่ต้องตั้ง ให้กดปุ่ม Apply ได้เลย

10. บันทึกการกำหนดค่าเหล่านี้โดยเลือกแถบ Tools แล้วกดปุ่ม System Commands และ Save All

11. Restart เราเตอร์โดยการปิดแล้วเปิดเราเตอร์ (ถอดสายเพาเวอร์ออกแล้วเสียบกลับเข้าไปใหม่)

12. ถึงตอนนี้เราเตอร์น่าจะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ให้ตรวจสอบว่าเราเตอร์ต่อกับ ADSL (บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา) ได้หรือไม่โดยเข้าหน้าโฮมเพจของเราเตอร์ กดแทบ Status แล้วกดปุ่ม Connection Status ดูใต้หัวข้อ WAN และ State ของ Connection 1 หากต่อกับ ADSL ได้จะปรากฏข้อความว่า Connected

 

การตั้งค่าอินเตอร์เน็ตในหน้า PPPoE Connection Setup

 

ส่วนกำหนดค่าระบบไร้สาย

หัวต่อไปที่เราจะดูคือหัวข้อการกำหนดค่าระบบไร้สาย ซึ่งอยู่ในแถบ Setup ให้กดที่หัวข้อ Wireless Settings ในหน้า Wireless Settings จะมีหัวข้อต่างๆ ดังนี้

  • Enable AP : เป็นตัวเลือกว่าจะใช้ระบบไร้สายหรือไม่ หากไม่กดให้มีเครื่องหมายถูกเราจะใช้เราเตอร์ได้โดยผ่านสายแลนเท่านั้น จะใช้ตัวรับ Wi-Fi ไม่ได้
  • SSID : ใส่ข้อความเพื่อตั้งชื่อให้เราเตอร์ตัวนี้ ชื่อนี้ใช้เป็นตัวอ้างอิงตัวรับ-ส่งสัญญาณไร้สายที่ตำแหน่งนี้ มีประโยชน์เมื่อเราติดตั้งตัวรับ-ส่ง Wi-Fi ไว้หลายสถานี
  • Channel : กำหนดช่องสัญญาณที่จะใช้ ในกรณีที่บริเวณนั้นมีตัวรับ-ส่งสัญญาณไร้สายหลายตัว และเกิดสัญญาณรบกวนกัน เราต้องกำหนดให้เราเตอร์ไร้สายแต่ละตัว ให้ใช้ช่องสัญญาณแตกต่างกัน
  • Security : กำหนดรูปแบบการเข้ารหัสเพื่อรักษาความปลอดภัย

หากเป็นการตั้งค่าครั้งแรก ให้กำหนด Security เป็น None (คือไม่ใช้) ไว้ก่อน เมื่อตั้งค่าทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว (คือคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในวงแลนเชื่อมต่อกันได้แล้ว) จึงค่อยมากำหนดรูปแบบการเข้ารหัสเพื่อรักษาความปลอดภัยภายหลัง

หน้าการกำหนดค่าระบบไร้สาย

 

พร้อมรับการบุก

เราเตอร์ไร้สายยี่ห้อ D-Link รุ่น DSL-G604T มีระบบรักษาความปลอดภัยสามโหมด คือ WEP, 802.1x และ WPA ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ระบบรักษาความปลอดภัยโหมดใดก็ตาม เราต้องกำหนดค่าในวินโดวส์ (ส่วนของ Wireless Network Connection) แต่ละเครื่องให้ตรงกันด้วย คอมพิวเตอร์นั้นจึงจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้

ต่อไปนี้เราจะมาดูว่ารักษาความปลอดภัยแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร และเราสามารถกำหนดค่าอะไรในเราเตอร์ได้บ้าง

 

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WEP

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WEP (ย่อจาก Wireless Encryption Protocol) เป็นวิธีรักษาความปลอดภัยรุ่นเก่าก่อนหน้าที่จะมีระบบ Wi-Fi ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วเพราะมีจุดอ่อนหลายอย่าง WEP ใช้วิธีเข้ารหัสโดยนำข้อมูลแต่ละเฟรมมาเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาด 64, 128 หรือ 256 บิต เมื่อเลือกหัวข้อ WEP เราเตอร์จะแสดงหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ WEP เพิ่มเติมอีกดังนี้

  • Enable WEP Wireless Security : เปิดระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WEP
  • Authentication Type : วิธีอนุญาตให้เข้าระบบ มีให้เลือกสามแบบคือ open, share และ both หากเลือก open จะทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถเข้าระบบได้ หากเลือก share จะทำให้เฉพาะคอมพิวเตอร์ที่กำหนดคีย์ไว้ตรงกันเท่านั้นจึงจะเข้าระบบได้ หากเลือก both เท่ากับไม่ใช้งานหัวข้อนี้
  • Encryption Key : ใส่ข้อความที่เราจะใช้เป็นตัวเข้ารหัส (ต้องป้อนเป็นเลขฐานสิบหก)

 

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WEP

 

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 802.1x

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 802.1x คือมาตรฐาน IEEE 802.11 เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยกว่า WEP เพราะเกิดจากการปรับปรุงจุดด้อยต่างๆ ใน WEP แต่ก็ถือว่าเก่าแล้ว และด้อยกว่า Wi-Fi ในหลายๆ ด้าน

ในระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 802.1x เราต้องจัดตั้งแม่ข่าย RADIUS (Remote Authentication Dial In User Service) เพื่อตรวจสอบและยินยอมให้เฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายได้ หากเลือกระบบรักษาความปลอดภัยแบบนี้ เราเตอร์จะแสดงตัวเลือกให้ป้อนข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

  • Server IP Address : กำหนดไอพีแอดเดรสของแม่ข่าย RADIUS
  • Port : กำหนดช่องทางสื่อสารของของแม่ข่าย RADIUS
  • Secret : กำหนดรหัสผ่าน
  • Group Key Interval : กำหนดระยะเวลาที่ GTK จะเปลี่ยนเองโดยอัตโนมัติ (Groupwise Transient Key คือกลไกจัดการกับรหัสใน 802.11)

 

การกำหนดค่าสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 802.1x

 

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WPA (Wi-Fi)

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WPA (Wi-Fi Protected Access) หรือ 802.11i คือระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการปรับปรุงจาก WEP และ 802.1x จึงเป็นระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ที่สุดในเราเตอร์ตัวนี้ (เราเตอร์ตัวอื่นอาจมี WPA2 ที่ใหม่กว่า) ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WPA มีให้เราเลือกใช้ได้สามโหมดคือ

  • 802.1x : การกำหนดค่าเหมือนในหัวข้อก่อนหน้านี้
  • PSK Hex : กำหนดค่าคีย์ Pre-Shared ป้อนเป็นเลขฐานสิบหก
  • PSK String : กำหนดค่าคีย์ Pre-Shared ป้อนเป็นตัวอักษร

ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WPA แบบ PSK String เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะตั้งค่าได้ง่ายมาก ทำงานเข้ากันได้กับ Windows XP และอุปกรณ์แอร์พอร์ทของแอปเปิล

การกำหนดค่าสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยแบบ WPA

 

โหมดการทำงานของโมเด็ม

เราเตอร์ไร้สายยี่ห้อ D-Link รุ่น DSL-G604T มีโมเด็มอยู่ในตัว โมเด็มนี้ทำงานได้สี่โหมดคือ T1413, GDMT, GLITE และ MMODE การเลือกโหมดเหล่านี้คือการเลือก modulation type หรือวิธีผสมข้อมูลเข้ากับสัญญาณภาหะ ปรกติ ISP ในบ้านเราจะใช้แบบ GDMT หัวข้อนี้ปรกติเราไม่ต้องกำหนดค่าเอง เพราะเราเตอร์จะตรวจสอบและตั้งค่าให้เราโดยอัตโนมัติ

 

หน้ากำหนดค่าการทำงานของโมเด็ม

 

หน้ากำหนด DHCP แบบ Server on

หากเลือกหัวข้อ Server on ในหน้า Setup/DHCP Configuration จะเป็นการเปิดให้เครื่องแม่ข่าย DHCP ภายในเราเตอร์ทำงาน ในโหมดนี้เราต้องกำหนดค่าสามค่าดังนี้

  • Start IP : คือไอพีแอดเดรสเริ่มต้นในไอพีพูล ค่านี้เป็นไอพีที่จะจ่ายให้ตัวลูกทั้งหลายในเครือข่าย จึงต้องไม่ซ้ำกับไอพีที่ใช้โดยตัวเราเตอร์เอง
  • End IP : ค่าไอพีสุดท้ายในไอพีพูล
  • Lease Time : กำหนดความนานเป็นวินาทีในการครอบครองหมายเลขไอพีของ MAC หากนานเกินค่านี้แล้วไม่มีการตอบสนองจาก MAC แม่ข่าย DHCP จะถือว่า MAC นั้นไม่อยู่ในระบบอีกต่อไป และสามารถนำเลขไอพีนั้นไปกำหนดให้กับ MAC ตัวอื่นๆ ต่อไปได้

 

หัวข้อ Server on ในหน้า Setup/DHCP Configuration

 

การจัดการหมายเลขไอพี

หัวข้อ Management IP ช่วยให้เรากำหนดค่าไอพีต่างๆ ให้แก่เราเตอร์ได้ ตามปรกติเราสามารถใช้ค่าปริยายที่เราเตอร์กำหนดมาได้ แต่หากระบบแลนของเรามีการกำหนดไอพีที่เฉพาะเจาะจง อาจต้องเปลี่ยนค่าเหล่านี้บางตัว หัวข้อที่เราเตอร์ให้เปลี่ยนได้คือ

  • IP Address : ไอพีแอดเดรสของเราเตอร์เอง ค่าที่มาจากโรงงานคือ 192.168.1.1 หากเรากำหนดเป็นค่าอื่นต้องแน่ใจว่าจดบันทึกไว้และอย่าทำบันทึกหาย มิฉะนั้นภายหลังเราอาจไม่สามารถเข้าหน้าเซตอัพของเราเตอร์ได้
  • Net Mask : กำหนดค่าที่จะใช้เพื่อการ mask ไอพีแอดเดรส
  • Host name : กำหนดชื่อโฮสต์
  • Domain name : กำหนดชื่อโดเมนในกรณีที่เราใช้ DNS Server

 

หัวข้อ Management IP

 

หัวข้อ LAN Clients

เมื่อเราใช้แม่ข่าย DHCP จ่ายไอพีแอดเดรสให้โดยอัตโนมัติ หากเราต้องการกำหนดไอพีแอดเดรสให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งโดยเฉพาะ หรือต้องการสงวนหรือจองบางไอพีไว้ก็สามารถทำได้ โดยการกำหนดค่าในหัวข้อ LAN Clients วิธีเปิดหน้า LAN Clients ทำได้โดยกดปุ่ม LAN Clients หรือกดที่ลิงค์ในหน้า Advance จะเห็นช่องให้กรอกไอพีแอดเดรสและชื่อโฮสต์ เราจะใช้ไอพีแอดเดรสอะไรก็ได้ซึ่งยังว่างอยู่ใน (ภายในย่านที่เรากำหนดไว้) แล้วกดปุ่ม Add

หัวข้อ LAN Clients

 

หัวข้อ Port Forwarding

การตั้งแม่ข่ายสำหรับการเล่นเกมเป็นกลุ่ม (อย่าง Doom, Unreal, Half Life) หรือแม่ข่ายอื่นๆ (เช่น FTP, IRC ฯลฯ) ในวงแลนอาจทำงานไม่ได้เพราะถูกกีดกันจาก NAT เราสามารถตั้งค่าในหัวข้อ Port Forwarding เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ วิธีทำคือเข้าไปในหน้า Port Forwarding แล้วตั้งค่าดังนี้

  1. เลือกชนิดของการเชื่อมต่อในหัวข้อ WAN
  2. เลือกไอพีในรายการ ไอพีเหล่านี้เป็นไอพีที่เรากำหนดไว้ในหัวข้อ LAN Clients
  3. เลือก Category ซึ่งมีประเภทของเกมหรือบริการอื่นๆ ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้เลือกที่ใกล้เคียง
  4. กดปุ่ม Add และ Apply

ตั้งค่าหัวข้อ Port Forwarding เพื่อให้แม่ข่ายที่มีปัญหากับ NAT ทำงานได้

 

หัวข้อ Access Control

ในทางกลับกันกับหัวข้อ Port Forwarding หากเราต้องการห้าม หรือจำกัดการทำงานของแม่ข่ายต่างๆ เช่น เกม FTP, DNS, IRC และอื่นๆ เราก็สามารถทำได้โดยการตั้งค่าในหัวข้อ Access Control ดังนี้

  1. เลือกชนิดของการเชื่อมต่อในหัวข้อ WAN
  2. เลือกไอพีในรายการ ไอพีเหล่านี้เป็นไอพีที่เรากำหนดไว้ในหัวข้อ LAN Clients
  3. เลือก Category ซึ่งมีประเภทของเกมหรือบริการอื่นๆ ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้เลือกที่ใกล้เคียง
  4. กดปุ่ม Add และ Apply

ตั้งค่าหัวข้อ Access Control เพื่อไม่ให้บริการบางอย่างทำงาน มักใช้เพื่อป้องกันอันตรายจาก Malware (เช่นโทรจัน สปายแวร์ ฯลฯ)

 

ประตุสู่โลกกว้าง

เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง แต่ก็เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน เราเตอร์ช่วยให้เราเชื่อมต่อระบบแลนเข้ากับอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายๆ หากเป็นเราเตอร์แบบมีจุดเข้าถึงแบบไร้สายหรือ Wi-Fi ในตัวจะใช้งานได้สะดวกมาก แต่ความสะดวกก็มาพร้อมกับความล่อแหลม เราเตอร์เป็นประตูที่เปิดเครือข่ายของเราออกสู่โลกภายนอก การเข้าใจเรื่องเราเตอร์เทเบิ้ลและวิธีเซตค่าต่างๆ จะช่วยให้เราปกป้องเครือข่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อินเตอร์เน็ตได้

 

Advertisements

หน้าแรก สารบัญ เกี่ยวกับบล็อกนี้ เกี่ยวกับผู้เขียน

 

เราเตอร์เทเบิ้ล [1]

ค้นพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเราเตอร์ วิธีกำหนดค่าพื้นฐานในเราเตอร์ที่คุณควรรู้

ลาภลอย วานิชอังกูร www.laploy.com

 

เราเตอร์ที่คุณซื้อมาอาจมีอะไรซ่อนไว้มากกว่าที่คิด ภายในเราเตอร์มีอะไร? อะไรคือโฮมเกตเวย์? อะไรคือ DHCP, PPPoE, MAC, AP, SSID, Channel, WEP, 802.1x, WPA, PSK Key, Pre-Shared, RADIUS, Net Mask, Port Forwarding ฯลฯ เชิญค้นหาคำตอบทั้งหมดนี้ได้ บทความนี้จะแนะนำให้ท่านรู้จักกับเราเตอร์ ซอฟท์แวร์ในเราเตอร์ ความหมายของคำศัพท์บางคำที่เกี่ยวกับระบบเครือข่าย และวิธีกำหนดค่าของซอฟท์แวร์ในเราเตอร์ เพื่อให้เครือข่ายในบ้านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากการบุกรุก

เราเตอร์คือแบบนี้

หากบ้านของเรามีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง และเราต้องการให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ โดยต่ออินเตอร์เน็ตเพียงคู่สายเดียว เราจำเป็นต้องจัดตั้งชุมสายย่อยขึ้นภายในบ้านเพื่อกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้แก่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง โชคดีที่การทำเช่นนั้นง่ายมากและใช้อุปกรณ์เพียงตัวเดียว นั่นคือ เราเตอร์ (Router)

การเรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ว่าเราเตอร์ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ชื่อจริงๆ ของมันคือ “เรสสิเด็นเกตเวย์” หรือ “โฮมเกตเวย์” (Residential gateway หรือ home gateway) เพราะในตัวของมันนอกจากจะมีเราเตอร์แล้วยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย (ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์หลายอย่างในตัวเดียว หรือ All-in-one) คือประกอบด้วย ไอพีเราเตอร์, ADSL โมเด็ม, สวิทช์อีเทอร์เนตแบบหลายพอร์ท และจุดเชื่อมต่อไร้สาย ระบบ Wi-Fi

เราเตอร์ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายในบ้าน หรือเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) กับระบบเครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network หรือ WAN) ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต มันใช้ NAT ร่วมกับ DHCP เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในแลนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยใช้ไอพีแอดเดรสเดียวได้

เราเตอร์ยี่ห้อต่างๆ ที่นิยมใช้กันมากคือ 3Com, Asus, D-link, LinkSys, ZyXEL และอื่นๆ เราเตอร์เหล่านี้มีซอฟท์แวร์ภายในทำงานเหมือนหน้าเว็บ (Web application) เพื่อให้เราสามารถตั้งค่าต่างๆ ของเราเตอร์ได้อย่างพิสดาร แม้เราเตอร์แต่ละยี่ห้อจะมีเมนูแตกต่างกัน แต่หัวข้อและค่าที่ตั้งจะคล้ายๆ กัน ในบทความนี้จะยกตัวอย่าง ADSL เราเตอร์ไร้สายยี่ห้อ D-Link รุ่น DSL-G604T เพราะคนไทยใช้กันมาก

 

เราเตอร์ยี่ห้อ D-Link รุ่น G604T ยอดนิยม

 

ความสามารถและฮาร์ดแวร์ของเราเตอร์

ฮาร์ดแวร์ภายในของเราเตอร์ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง มีตัวประมวลผลกลาง หน่วยความจำแรม หน่วยความจำแฟลช วงจรสร้างสัญญาณนาฬิกา วงจรเชื่อมต่อกับอีเทอร์เนต อุปกรณ์สวิตช์อีเทอร์เนต วงจรรับ-ส่งสัญญาณวิทยุระบบ FM ความถี่ 2.4GHz วงจรเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ วงจรแปลงสัญญาณ ADSL โมเด็ม และวงจรอื่นๆ

เราเตอร์ไร้สายยี่ห้อ D-Link รุ่น DSL-G604T มีคุณสมบัติดังนี้

  • มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบจุดต่อจุด หรือ PPP คือในส่วนต่อกับ WAN จะมี PPPoA และ PPPoE
  • การทำงานแบบแม่ข่าย DHCP
  • การทำงานแบบ NAT
  • การทำงานกับ TCP/IP
  • การทำงานแบบ ATM (Asynchronous Transfer Mode)
  • คุณสมบัติอื่นๆ ทำ IP Filter และ Net Mask ได้

 

ภายในเราเตอร์มีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

 

  1. วงจรแปลงสัญญาณสายโทรศัพท์ ADSL
  2. หลอดไฟ LED หลายสีแสดงสถานะของเครือข่าย
  3. หลอดไฟ LED สีเดียวแสดงสถานะของ USB
  4. ตัวประมวลผลหลัก
  5. พอร์ทสำหรับตรวจสอบ JTAG
  6. หน่วยความจำแรม
  7. หน่วยความจำแฟลช
  8. วงจรรักษาระดับแรงดันไฟ
  9. ฟิวส์ของแหล่งจ่ายไฟ
  10. หัวต่อไปแหล่งจ่ายไฟ
  11. ปุ่มรีเซต
  12. ผลึกแร่กำเนิดสัญญาณนาฬิกา
  13. พอร์ทอีเทอร์เนต
  14. วงจรแปลงอีเทอร์เนต
  15. วงจรรับ-ส่งอีเทอร์เนต
  16. พอร์ท USB
  17. หัวเสียบสายโทรศัพท์ RJ11
  18. ฟิวส์ของสายโทรศัพท์

 

แผนภูมิแสดงภาคการทำงานต่างๆ ในเราเตอร์

 

    • Phone Line : จุดต่อสายโทรศัพท์
    • Rx Pre-Amp : วงจรขยายสัญญาณส่วนหน้า (เบื้องต้น) ของภาครับ
    • Line Driver : วงจรขับสาย
    • Front-End : วงจรส่วนหน้า (เบื้องต้น)
    • Rx PGA : วงจรขยายสัญญาณของภาครับ
    • Tx Gain : วงจรขยายสัญญาณของภาคส่ง
    • ADC : ตัวแปลงอนาลอกเป็นดิจิตอล
    • DAC : ตัวแปลงดิจิตอลเป็นอนาลอก
    • Rx Filter : วงจรกรองความถี่ภาครับ
    • Tx Filter : วงจรกรองความถี่ภาคส่ง
    • DSP/CPU : ตัวประมวลผลสัญญาณดิจิตอล/หน่วยประมวลผลกลาง
    • LEDs : หลอดไฟแสดงสถานะ
    • Clock : วงจรสัญญาณนาฬิกา
    • EEPROM FLASH : หน่วยความจำแฟลช
    • SDRAM : หน่วยความจำแรม
    • Gateway 802.11 : วงจรประมวลผล Wi-Fi

ความหมายของสีในแผนภูมิ

  • Processor : หน่วยประมวลผล
  • Interface : หน่วยเชื่อมต่อ
  • Amplifier : วงจรขยายสัญญาณ
  • Logic : วงจรตรรกะ
  • Power : แหล่งจ่ายพลังงาน
  • ADC/DAC : ตัวแปลงอนาลอกเป็นดิจิตอลและดิจิตอลเป็นอนาลอก
  • Other : อื่นๆ

 

ซอฟท์แวร์ของเราเตอร์

เนื่องจากเราเตอร์ประกอบด้วยส่วนต่างๆ หลายส่วน และสนับสนุนการทำงานหลายอย่าง เราเตอร์จึงมีซอฟท์แวร์ควบคุมการทำงานที่ซับซ้อนมาก ซอฟท์แวร์เหล่านี้อยู่ในหน่วยความจำแบบแฟลชจึงสามารถอัพเกรดได้ (เรียกว่าการอัพเกรดเฟิร์มแวร์) ในบทความนี้เราจะสนใจเฉพาะซอฟท์แวร์ส่วนเซตอัพ หรือส่วนกำหนดการทำงานของระบบ

ก่อนจะเข้าถึงและใช้งานซอฟต์แวร์ส่วนเซตอัพได้ เราจะต้องเซตค่าให้วินโดวส์รับไอพีจากแม่ข่าย DHCP เสียก่อนดังนี้ (แสดงตัวอย่างด้วย Windows XP)

  1. กดปุ่ม Start เลือก Setting เลือก Network Connection
  2. ในกรอบ Network Connection คลิกขวาที่ไอคอน LAN เลือก Properties
  3. ในกรอบ Local Area Connection Properties ในแถบหน้า General เลือก Internet Protocol (TCP/IP)
  4. กดเลือก Obtain an IP address automatically แล้วกด OK

 

ขั้นตอนที่ 1

ขั้นตอนที่ 2

ขั้นตอนที่ 3

ขั้นตอนที่ 4

 

เขาชื่อ NAT

หน้าที่พื้นฐานอย่างหนึ่งของเราเตอร์คือให้บริการ NAT (คำว่า NAT ย่อจาก Network Address Translation) เป็นหลักการทำงานที่คิดค้นโดยบริษัท Cisco หลักการ NAT ช่วยให้เราใช้อินเตอร์เน็ตไอพีเดียวกับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้ทุกเครื่อง เนื่องจากโปรโตคอล TCP/IP ใช้วิธีมัลติเพล็กซ์ (Multiplex) เพื่อให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจึงเชื่อมต่อกับแม่ข่ายได้หลายช่อง (port) อยู่แล้ว NAT ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้เชื่อมคอมพิวเตอร์หลายตัวเข้ากับอินเตอร์เน็ตผ่านไอพีหมายเลขเดียว

ยกตัวอย่างการทำงานที่ไม่ซับซ้อน เช่นการเปิดหน้าเว็บกูเกิ้ล เมื่อเราเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะกำหนดหมายเลขไอพีให้เราหนึ่งหมายเลข (เป็นหมายเลขที่แตกต่างออกไปทุกครั้ง สมมุติว่าเป็น 277.128.100.001) หากคอมพิวเตอร์ของเรา (สมมุติว่ามีไอพี 192.168.0.5) เปิดเว็บบราวเซอร์ แล้วพิมพ์ว่า google.com เว็บบราวเซอร์จะส่งการร้องขอหน้าเว็บไปยังเครื่องแม่ข่ายของกูเกิ้ล (สมมุติว่าไอพี 72.14.207.99) แม่ข่ายของกูเกิ้ลจะพบว่าผู้ร้องขอคือไอพี 277.128.100.001 จึงส่งข้อมูลหน้าเว็บกลับมาที่ไอพี 277.128.100.001 ไม่ใช่ 192.168.0.5 ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมคอมพิวเตอร์ของเราจึงรับหน้าเว็บกูเกิ้ลได้?

คำตอบคือเราเตอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือตัวแทน โดยใช้หลักการ NAT มันจะรับคำร้องขอจาก ไอพี 192.168.0.5 ส่งไปให้ไอพี 72.14.207.99 เมื่อไอพี 72.14.207.99 ส่งข้อมูลกลับมา มันจะนำข้อมูลนั้นส่งให้ไอพี 192.168.0.5 อีกทอดหนึ่ง เราเตอร์แยกแยะเพ็กเกตที่รับ-ส่งระหว่างคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องกับอินเตอร์เน็ตได้โดยการนำมาใส่หมายเลขพอร์ทที่แตกต่างกัน เราเตอร์จะสร้างตารางข้อมูลพอร์ทเหล่านี้ไว้ในหน่วยความจำของตัวเราเตอร์เอง และอาศัยตารางนี้เพื่อให้รู้ว่าเพ็กเกตแต่ละอันมาจากไหนและต้องไปที่ไหน

คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายต้องมีหมายเลขไอพี หมายเลขไอพีเหล่านี้เป็นหมายเลขไอพีภายใน ไม่ใช่หมายเลขไอพีในอินเตอร์เน็ต (ไม่ใช่ไอพีที่ได้จดทะเบียนไว้) แต่เป็นไอพีที่เกิดจากการกำหนดด้วย DHCP ในเราเตอร์

 

โปรโตคอล DHCP

สิ่งที่เราจะต้องเจอเมื่อตั้งค่าเราเตอร์คือ DHCP ดังนั้นผู้เขียนจะอธิบายความหมายของ DHCP ก่อน DHCP ย่อจาก Dynamic Host Configuration Protocol เป็นโปรโตคอลทำหน้าที่แจกจ่ายสิ่งต่อไปนี้โดยอัตโนมัติ

  • ไอพีแอดเดรส : คือหมายเลขประจำเครื่องในเครือข่าย เป็นข้อมูลแปดไบต์ (32 บิต) เช่น 192.168.1.2
  • Subnet masks : คือเทคนิคการซ่อนหรือกันแอดเดรสของเครือข่าย หากไบต์นั้นถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งทั้งหมด (หนึ่งในเลขฐานสอง) เท่ากับไม่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงไบต์นั้นเมื่อ DHCP กำหนดค่าไอพีแอดเดสรให้เครื่องลูกข่าย ยกตัวอย่างเช่นหากกำหนดค่า subnet mask เป็น 255.255.0.0 (ค่า 255 ในเลขฐานสิบเท่ากับเลขหนึ่งแปดตัวในระบบเลขฐานสอง) จะมีผลให้ DHCP เปลี่ยนแปลงสองไบต์แรกไม่ได้
  • Default gateway : เป็นหมายเลขไอพีในการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตหรือเราเตอร์อื่นๆ
  • ไอพีพารามิเตอร์อื่นๆ

 

เนื่องจาก Subnet Mask ใช้คณิตศาสตร์บูลลีน AND เราจึงสามารถแปลงไอพีแอดเดรสได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นหากเรากำหนด Subnet Mask เป็น 255.255.0.0 กำหนด Masked IP เป็น 255.255.240.0 ผลลัพธ์ที่ได้คือไอพีแอดเดรส 150.215.017.009 จะถูกแปลงเป็น 150.215.016.0

 

โปรดติดตามตอนจบ

หน้าแรก สารบัญ เกี่ยวกับบล็อกนี้ เกี่ยวกับผู้เขียน

 

คลัสเตอร์ : ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ส่วนตัว[ตอนจบ]

จะเสียเงินหลายร้อยล้านซื้อซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ไปทำไม ในเมื่อคุณสร้างเองได้โดยใช้เงินเพียงเสี้ยวเดียว

ลาภลอย วานิชอังกูร (laploy.com)

คลัสเตอร์แบบพกพา

คลัสเตอร์ไม่จำเป็นจะต้องมีขนาดใหญ่เต็มห้องเสมอไป มีนักศึกษาสามคนร่วมกันสร้างเบวูฟแบบพกพาสะดวก สำหรับนำไปใช้ศึกษาการทำงานของคอมพิวเตอร์แบบขนานได้ทุกแห่ง คลัสเตอร์ที่ว่านี้ชื่อ Little Fe สร้างโดย ทอม เมอร์ฟี (วิทยาลัย คอนทรา คอสตา) พอล เกรย์ (มหาวิทยาลัยไอโอวาตอนเหนือ) และชาลี แพก (วิทยาลัยเออร์แฮม) Little Fe มีโหนดทั้งสิ้นหกโหนด น้ำหนักเพียง 22.68 กิโลกรัม เจตนาให้มีขนาดเล็กพอที่จะหิ้วถือขึ้นเครื่องบินได้

Little Fe ประกอบด้วยเมนบอร์ด Via แปดบอร์ด ใช้โปรเซสเซอร์ Eden ความเร็ว 1GHz มีแรม 512MB แหล่งจ่ายกำลังไฟ พอร์ทอีเทอร์เน็ตความเร็ว 100MB ฮาร์ดดิสก์ความจุ 60GB และตัวอ่านแผ่นซีดี เสียค่าใช้จ่ายในการจัดทำไป 87,500 บาท

 

Little Fe คลัสเตอร์แบบพกพาสะดวก

 

สร้างคลัสเตอร์ด้วยของเล่น

ในปี ค.ศ. 2003 สถาบันสถาปนาซุปเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NCSA และมหาวิทยาลัย อิลินอย ประสบความสำเร็จในการนำเครื่องเล่นเกม หรือเกมคอนโซล เพลย์สเตชันทู (PS2) ที่นักเล่นเกมรู้จักดี นำมาบูรณาการเป็น คลัสเตอร์ ขนาด 64 โหนด สาเหตุที่คณะทำงานเลือก PS2 เพราะเครื่องเล่นเกมนี้มีหน่วยประมวลผลทางเวคเตอร์พิเศษซึ่งใช้ในการสร้างภาพสามมิติ จึงเป็นซีพียูนำมาประยุกต์ใช้ในงานวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

ระบบปฏิบัติการที่ใช้คือลินุกซ์ดิสโทรของบริษัทโซนี เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำมาให้ใช้กับ PS2 โดยเฉพาะ (พอร์ทมาจาก ลินุกซ์ 2.2.1 ให้เป็นภาษาเครื่องของซีพียู อีโมชัน ที่ใช้ใน PS2) เป็นลินุกซ์ตระกูลเดียวกับเรดแฮทสำหรับพีซี โดยพอร์ทมาครบถ้วนรวมถึงเครื่องมือพัฒนาต่างๆ เช่นไลบรารี อิดิเตอร์ ตัวแปลภาษา และตัวค้นหาแก้บัก สมบูรณ์เหมือนดิสโทรมาตรฐานทั่วไป นอกจากนั้นทีมงาน NCSA ยังได้พัฒนาซอฟต์แวร์เกี่ยวกับคลัสเตอร์เพิ่มเติม เช่นทูลที่ทำให้โหนดต่างๆ ทำงานร่วมกันได้

 

<< คลัสเตอร์ขนาด 64 โหนดที่สร้างจาก PS2 ที่ NCSA

 

ในปี ค.ศ. 2006 ดร. แฟรงค์ มุลเลอร์ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประกาศสร้างซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จากเครื่อง PS3 แปดเครื่อง “ตอนนี้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกคือ บลูจินนี/เอล ที่ห้องทดลองลอเลนซ์ ริเวอร์มอร์ ประกอบขึ้นจากตัวประมวลผลหนึ่งแสนสามหมื่นตัว แต่นี่ผมใช้ PS3 เพียงสามตัว ใช้เงินทั้งสิ้นเพียงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นบาท ความเร็วจึงยังห่างชั้นกัน แต่ถ้าใช้ PS3 จำนวนสักหนึ่งหมื่นเครื่อง มันจะกลายเป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก” ดร. มุลเลอร์ กล่าว

 

นอกจาก ดร. มุลเลอร์ แล้ว ยังมีผู้อื่นที่เห็นศักยภาพของ PS3 ซึ่งใช้ตัวประมวลผลล้ำยุคของไอบีเอ็ม (IBM Cell BE) ว่าเหมาะที่จะนำมาสร้างซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เช่น บริษัท เทราซอฟต์ ผู้สร้างและพัฒนาลินุกซ์ดิสโทรสำหรับ PS3 ออกขาย มีแบบ 8 โหนด ราคาเจ็ดแสนห้าหมื่นบาท และ 32 โหนด ราคาหนึ่งล้านแปดแสนบาท แบบ 32 โหนดให้ความเร็วการประมวลผลเลขทศนิยมห้าล้านล้านคำสั่งต่อวินาที (5TF) และบริษัทโซนีเองก็นำ PS3 มาสร้างคลัสเตอร์สำหรับให้บริการเกม Warhawk เกมแนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เน้นการเล่นเป็นกลุ่มผ่านเครือข่าย

ดร. แฟรงค์ มุลเลอร์ กับคลัสเตอร์ที่สร้างจาก PS3 แปดเครื่อง

วิศวกรของเทราซอฟต์กำลังก่อสร้างคลัสเตอร์จาก PS3

คลัสเตอร์ที่โซนี่สร้างจาก PS3 เพื่อให้บริการเกม Warhawk

 

มาสร้างลินุกซ์คลัสเตอร์กันเถอะ

การสร้างคลัสเตอร์ด้วยลินุกซ์จะง่ายสุด เพราะลินุกซ์สนับสนุนการทำคลัสเตอร์มาตั้งแต่แรก การเซตอัพจึงไม่ต้องทำอะไรมาก อุปกรณ์ที่ต้องใช้มีดังนี้

  • คอมพิวเตอร์ : ควรมีพีซีตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป แต่ละเครื่องมีพีซียูอินเทลหรือเอเอ็มดี หน่วยความจำอย่างน้อย 128MB ฮาร์ดดิสก์ว่าง 4GB และส่วนเชื่อมต่ออีเทอร์เน็ต 100BT
  • อุปกรณ์เครือข่าย : อีเทอร์เน็ตสวิทช์ที่มีจำนวนพอร์ทมากกว่า หรือเท่ากับจำนวนโหนด สายและหัวแลนจำนวนให้พอเชื่อมทุกโหนดเข้าด้วยกัน คีมเข้าหัว
  • ระบบปฏิบัติการ : ลินุกซ์ หรือ FreeBSD ถ้าจะให้ง่ายควรใช้ลินุกซ์เรดแฮท เวอร์ชัน 9 แต่ความจริงจะใช้ลินุกซ์ดิสโทรใดก็ได้ตามถนัด เช่น อูบุนตู ซูซี หรือ debian

 

ดูให้แน่ใจว่าทุกโหนดมีโปรแกรม Openssh (ทั้งแม่ข่ายและลูกข่าย) ตัวแปลภาษา perl เวอร์ชัน 5.8.0 ขึ้นไป (เพราะสนับสนุนเธรด) โปรแกรม gcc และ make เพื่อใช้คอมไพล์โปรแกรมตัวอย่าง เซตให้ทุกโหนดมี /home เป็น NFS และกำหนดให้ทุกเครื่องใช้บัญชีเดียวกันหมด (เพราะเราต้องการให้สั่งงานแบบรีโหมดได้โดยไม่ต้องป้อนรหัสผ่าน) จากนั้นให้ทำคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นตัวลูกข่ายไว้สั่งการผ่านแลน (หรือจะสั่งงานผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้) ทดสอบดูว่าป้อนคำสั่งแบบรีโหมดได้หรือไม่ ลองป้อนคำสั่งง่ายๆ เช่นคำสั่งเซตเวลา แบบนี้

 

loy@test|T:101>ssh bravo date Sun Nov 7 08:27:08 EDT 2007

 

หากตรวจสอบแล้วพบว่าทำงานได้ทุกโหนด นั่นแสดงว่าคลัสเตอร์เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว

 

มาสร้างวินโดวส์คลัสเตอร์กันเถอะ

การสร้างคลัสเตอร์ โดยใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์จะมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าในลินุกซ์เล็กน้อยดังนี้

  • คอมพิวเตอร์ : ควรเป็นแบบพีซี ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป แต่ละเครื่องมีพีซียูอินเทลหรือเอเอ็มดี หน่วยความจำอย่างน้อย 128MB ฮาร์ดดิสก์ว่าง 4GB และส่วนเชื่อมต่ออีเทอร์เน็ต 100BT
  • อุปกรณ์เครือข่าย : อีเทอร์เน็ตสวิทช์ที่มีจำนวนพอร์ทมากกว่าหรือเท่ากับจำนวนโหนด สายและหัวแลนจำนวนให้พอเชื่อมทุกโหนดเข้าด้วยกัน คีมเข้าหัว
  • ระบบปฏิบัติการ : วินโดวส์ NT SP6 หรือ Windows 2000 ถึง 2008 (ตอนนี้ยังไม่ออก)

 

ดูให้แน่ใจว่าตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการได้ลงโปรโตคอล TCP/IP และ NETBUI ไว้ด้วย และวินโดวส์ตรวจพบการ์ดแลนและเชื่อมต่อเครือข่ายได้สำเร็จ ต่อไปให้หาซอฟต์แวร์ Message Passing Interface หรือ MPI ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานแบบคลัสเตอร์มาติดตั้งในโหนดทุกตัว โปรแกรม MPI มีหลายยี่ห้อ ที่จะแนะนำให้ลองใช้คือ MPICH เป็นโปรแกรมที่เขียนโดยนักศึกษาคณะคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีที่ www-unix.mcs.anl.gov/mpi/mpich2 มีทั้งแบบสำเร็จรูปที่นำไปใช้ได้ทันที และแบบซอร์สโค้ดที่นำไปแก้ไขดัดแปลงเล่นได้ตามใจชอบ (เป็นโอเพ่นซอร์ส)

 

วิธีติดตั้ง MPICH ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ดาวน์โหลดไฟล์ซิบไฟล์ หากใช้ซีพียูและระบบปฏิบัติการแบบ 32 บิตให้เลือก mpich2-1.0.6p1-win32-ia32.msi หากใช้ซีพียูพวกดูอัลคอร์และเอธลอน และระบบปฏิบัติการแบบ 64 บิตให้เลือก mpich2-1.0.6p1-win64-x86-64.msi ถ้าใช้ซีพียูอิทาเนียมให้เลือก mpich2-1.0.3-1-win64-ia64.zip เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วคลายออก (ยกเว้นตัวที่เป็น msi ไม่ต้องคลาย) จากนั้นให้ติดตั้งไว้ในโฟลเดอร์อะไรก็ได้ เช่น C:\NT-MPICH\lib
  2. คัดลอกแฟ้มทั้งหมดที่มีนามสกุล .dll จากโฟลเดอร์ C:\NT-MPICH\lib (หรือโฟลเดอร์ที่ท่านสร้างไว้) ไปยัง C:\Windows\system32
  3. ติดตั้งโปรแกรมจัดการคลัสเตอร์ (Cluster Manager Service) ไว้ในโฮสต์ทุกตัวที่ต้องการใช้ทำเป็นตัวสั่งการ MPI จากระยะไกล วิธีติดตั้งทำได้โดยรันแบตช์ไฟล์ชื่อ rcluma-install.bat (อยู่ใน โฟลเดอร์ C:\NT-MPICH\bin) จะรันจากฮาร์ดดิสก์ในเครื่องหรือฮาร์ดดิสก์ของเครือข่ายก็ได้ แต่ท่านต้องมีสิทธิเป็นแอดมินฯ ในโฮสต์ที่จะติดตั้งจึงจะติดตั้งได้
  4. ทำขั้นตอนที่ 1 และ 2 ในโหนดทุกโหนด
  5. เปิดโปรแกรม rexecshell (ดูในโฟลเดอร์ C:\NT-MPICH\bin) แล้วเปิดหน้าจอ configure ด้วยการกดปุ่ม F2 จะพบตัวโปรแกรมตัวอย่างชื่อ cpi.exe นี่คือโปรแกรมทดสอบการทำงานแบบคลัสเตอร์ ให้เลือกโปรแกรมนี้แล้วเซตให้โฮสต์แต่ละตัวสามารถเข้าถึงไฟล์นี้ได้จาก path ที่กำหนด
  6. หัวข้อปลักอินให้เลือก ch_wsock
  7. เลือกแทป Account ป้อนชื่อ โดเมน และรหัสผ่านให้เหมือนกันหมดสำหรับโฮสต์ทุกตัว กดปุ่ม OK เพื่อยืนยันการเซตค่า
  8. เมื่อทำถึงขั้นตอนนี้ปุ่ม Start จะกดได้แล้ว หากกดจะเป็นการเริ่มรันโปรแกรม cpi.exe ในโฮสต์ทุกตัวที่เลือกไว้ ผลลัพธ์จะแสดงออกมาบนกรอบหน้าต่างในแต่ละเครื่อง

เพียงเท่านี้ก็ถือว่าการสร้างคลัสเตอร์ โดยใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เสร็จสมบูรณ์ พร้อมใช้งานได้

 

เครื่องกระจุกงานกระจาย

หากท่านเป็นนักสร้างภาพเคลื่อนไหวสามมิติ การสร้างคลัสเตอร์จะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าทันที ยกตัวอย่างเช่นหากท่านสร้างภาพยนตร์ยาวหนึ่งนาทีโดยใช้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ใช้เวลาเรนเดอร์หนึ่งชั่วโมง หากใช้คอมพิวเตอร์หกสิบเครื่อง จะใช้เวลาเพียงหนึ่งวินาทีเท่านั้น โดยโปรแกรมสร้างภาพสามมิติส่วนใหญ่จะสนับสนุนการกระจายงานไปเรนเดอร์ในหลายๆ เครื่องอยู่แล้ว

ปัญหาของการใช้งานคลัสเตอร์ตามบ้านคือไม่มีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่สนับสนุนการใช้งานแบบขนานมากนัก ซอฟต์แวร์ที่มีส่วนมากจะเป็นระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ด้านเซอร์ฟเวอร์และฐานข้อมูล โปรแกรมที่ใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และโปรแกรมที่เขียนขึ้นเฉพาะหรือสั่งทำ การนำฮาร์ดแวร์มาประกอบสร้างเป็นคลัสเตอร์ทำได้ไม่ยาก การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้คลัสเตอร์ทำงานได้คุ้มค่าต่างหาก ที่เป็นความท้าทายอย่างแท้จริง

 

หน้าแรก สารบัญ เกี่ยวกับบล็อกนี้ เกี่ยวกับผู้เขียน

คลัสเตอร์ : ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ส่วนตัว[1]

จะเสียเงินหลายร้อยล้านซื้อซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ไปทำไม ในเมื่อคุณสร้างเองได้โดยใช้เงินเพียงเสี้ยวเดียว

ลาภลอย วานิชอังกูร (laploy.com)

 

“เราเปลี่ยนจาก SGI (ซิลิคอนกราฟิก) มาใช้เครื่องเอทลอนและระบบปฏิบัติการลินุกซ์หมดแล้ว” ไมค์ ทอมป์สัน ผายมือไปยังห้องโถงขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์เรียงรายอยู่นับพันๆ เครื่อง นี่คือ “เดทธ์สตาร์” ศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อการสร้างภาพสามมิติสำหรับภาพยนตร์ หรือ “เรนเดอร์ฟาร์ม” ของบริษัท ไอเอลเอ็ม (Industrial Light & Magic) ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพมายาของภาพยนตร์ดังๆ เกือบทุกเรื่องเช่น แฮรรีพ็อตเตอร์ สตาร์วอร์ส ไพเรตออฟเดอะคาริเบียน และอีกนับไม่ถ้วน

ไมค์ ทอมป์สัน เป็นเจ้าหน้าที่ผู้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ประจำอยู่ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ ของไอเอลเอ็ม ซึ่งอยู่ในนิคมศิลปะดิจิตอลเลตเตอร์แมน ศูนย์แห่งนี้มีสภาพเหมือนวิทยาเขต รวมบริษัทในเครือไว้ทั้งหมด เช่นลูคัสอาร์ต และลูคัสฟิลม์ “ก่อนหน้านี้เราใช้โปรเซสเซอร์ทั้งหมด 1,500 โหนด ต่อมาก็เพิ่มเป็นสามพันโหนดตอนสร้างภาพยนตร์เรื่อง สตาร์วอร์ส อิพิโสดสาม และเพิ่มความเร็วการเชื่อมต่อจาก 100BASE-TX ไปเป็นสิบกิกกะบิต ปัจจุบันมีข้อมูลวิ่งในฟาร์มวันละ 70 เทราไบต์” เมื่อถูกถามเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ที่ใช้ ทอมป์สัน ตอบเพียงสั้นๆ ว่า เป็นการผสมผสานระหว่างมายาและซอฟติเมจ ส่วนตัวจัดคิวเรนเดอร์ภาพ ใช้โปรแกรม ObaQ (Object oriented Batch and Queuing framework เฟรมเวิร์คจัดการระบบคิวแบบวัตถุวิธี) ที่พัฒนาขึ้นเองในลินุกซ์”

 

ในภาพยนตร์เรื่อง ไพเรตออฟเดอะคาริเบียน บริษัทดีสนีย์ ว่าจ้างบริษัท ไอเอลเอ็ม ให้เปลี่ยนใบหน้านักแสดงให้กลายเป็นปีศาจโจรสลัดที่มีหนวดเหมือนปลาหมึก

ภาพ 008 : สภาพภายใน เดทธ์สตาร์ สัญลักษณ์เหมือนดาวในธงชาติยิวบนตู้โครงเหล็กอันที่จริงคือสัญลักษณ์ของฝ่ายจักรวรรดิ

ภาพ 009 : คอมพิวเตอร์แบบ SGI ที่เคยสร้างมนต์ขลังบนจอเงินมานานนับทศวรรษ บัดนี้กลับถูกทอดทิ้งไร้คนเหลียวแล นักสร้างภาพมายาหันไปใช้พีซีธรรมดาซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า แถมมีราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว

ภาพ 010 : “ท่านเกจิโยดา” ถูกสร้างขึ้นทีละเฟรมในคอมพิวเตอร์ โดยศิลปินผู้มีฝีมือของไอเอลเอ็ม

ภาพ 011 : โปรแกรม ObaQ (Object oriented Batch and Queuing framework เฟรมเวิร์คจัดการระบบคิวแบบวัตถุวิธี)

ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และนักสร้างภาพมายา ได้สนุกกับคลัสเตอร์มานานแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่เรา ผู้ใช้ตามบ้าน จะได้ลิ้มรสความสนุกเช่นนั้นบ้าง บทความนี้ผู้เขียนจะแนะนำให้ท่านรู้จักกับการนำคอมพิวเตอร์มาต่อเชื่อมกันเป็นกลุ่ม เพื่อทำงานแบบคู่ขนาน การทำ High-availability การทำ load balancing คลัสเตอร์แบบเบวูฟ คลัสเตอร์ที่สร้างจาก blade คลัสเตอร์แบบพกพา วิธีสร้างลินุกซ์คลัสเตอร์ และวิธีสร้างวินโดวส์คลัสเตอร์

 

กระจุกคอมพ์

นักดูดาวทุกคนรู้จักกระจุกดาวหรือ คลัสเตอร์ (starts cluster) ในวงการคอมพิวเตอร์คำว่า คลัสเตอร์ จะหมายถึงการนำคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง มาต่อเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ เพื่อให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความเร็ว เพิ่มความเชื่อถือได้ หรือทั้งหมดรวมกัน เราเรียกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องในคลัสเตอร์ว่า โหนด โดยปรกติแล้วการเชื่อมต่อระหว่างโหนดจะใช้ระบบเครือข่ายท้องถิ่นความเร็วสูง การทำ คลัสเตอร์ ช่วยให้เราได้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ในราคาสบายกระเป๋า คลัสเตอร์มีหลายแบบ หรือหลายคลาส เช่น ฮา, เอชพีซี, โหลดบาลานซ์ซิง เบวูฟ และกริดคอมพิวติง

 

คลัสเตอร์ขนาด 64 โหนดสร้างจากพีซีธรรมดา ที่ศูนย์อวกาศกอดดาร์ด

 

ประสิทธิภาพดีต้องมีฮา

มีการคิดกันว่าน่าจะเอาคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องมาต่อกันเป็นระบบ โดยหวังว่าหากเกิดการชำรุด ผู้ใช้ก็จะยังสามารถใช้งานระบบได้ เพราะคอมพิวเตอร์ไม่น่าจะเกิดเสียขึ้นมาทีเดียวได้พร้อมกันหมดทุกเครื่อง หลักการนี้เรียกว่า หลักการพร้อมใช้งานสูง (High-availability หรือHA) การทำฮามีแนวคิดเหมือนการทำ RAID (เรดฮาร์ดดิสก์) คือมีเครื่องให้มากเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ ปรกติ HA จะประกอบด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองโหนด และใช้ซอฟต์แวร์ฟรีอย่าง ลินุกซ์-ฮา หรือซอฟต์แวร์เชิงพานิชย์อื่นๆ เช่น MSCS ของไมโครซอฟต์

 

แผนภูมิแสดงตัวอย่างการทำฮา

 

เกลี่ยให้ทั่ว

อีกหลักการหนึ่งที่ใช้มากในการทำคลัสเตอร์ คือหลักการเฉลี่ยหรือกระจายงาน เพื่อให้โหนดหนึ่งๆ ไม่ทำงานมากหรือน้อยกว่าโหนดอื่นๆ เรียกว่า โหลดบาลานซ์ (load balancing) เป็นหลักการทำงานที่พบได้ทั่วไปในฟาร์มแม่ข่าย ระบบนี้ประกอบด้วยแม่ข่ายเสมือน หรือ VIP ซึ่งประกอบด้วยหมายเลขไอพีและพอร์ทจำนวนมาก VIP จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับงาน หรือคอมพิวเตอร์ที่เฉพาะเจาะจงในฟาร์ม เมื่อโปรแกรมไคลเอนขอรับบริการจากแม่ข่าย ไคลเอนจะติดต่อผ่าน VIP ซึ่งจะนำคำขอไปวิ่งในแม่ข่ายที่กำหนด VIP จึงทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการ ที่คอยบริหารดูแลให้แม่ข่ายในฟาร์มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แผนภูมิแสดงตัวอย่างการทำโหลดบาลานซ์

 

คลัสเตอร์ประสิทธิภาพสูง

คลัสเตอร์แบบประสิทธิภาพสูง (High-performance computing หรือ HPC) เน้นการนำงานเดียวมากระจายให้ทำงานโหนดต่างๆ เป็นคลัสเตอร์แบบที่พบมากในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จึงมักเป็นซอฟต์แวร์ทำขึ้นเฉพาะ เพื่อหวังประโยชน์จากการประมวลผลแบบคู่ขนาน HPC เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างโหนดด้วย เพราะบ่อยครั้งที่โหนดหนึ่งต้องรอผลลัพธ์จากโหนดอื่นจึงจะทำงานต่อไปได้

มีคลัสเตอร์ HPC ที่ได้รับความนิยมหลายแบบ ที่รู้จักกันมากสุดคือแบบ เบวูฟ (Beowulf) ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ ส่วนบริษัทไมโครซอฟต์ก็มี HPC ด้วยเช่นกัน มีชื่อว่าไมโครซอฟต์คลัสเตอร์เซอร์วิส หรือ MSCS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการวินโดวส์เซอร์ฟเวอร์

 

 

High-performance computing หรือ HPC ที่มหาวิทยาลับมิสซิสซิปปีคำนวณได้เร็ว 10 ล้านล้านครั้งต่อวินาที (10TB)

 

MSCS

MSCS หรือ ไมโครซอฟต์คลัสเตอร์เซอร์วิส เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสร้างคลัสเตอร์ที่มีโหนดได้ไม่เกินสองโหนด เมื่อติดตั้งแล้วลูกข่ายจะมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์สองตัวเป็นเซอร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว เมื่อโหนดใดโหนดหนึ่งเสีย หรือถูกปิด อีกโหนดหนึ่งจะรับหน้าที่แทน ผู้ใช้งานจึงสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โหนดทั้งสองโหนดจะต้องวิ่งระบบปฏิบัติการเดียวกัน คือ วินโดวส์เอ็นที เซอร์ฟเวอร์ 4.0 หรือ วินโดวส์ 2000 แอดวานซ์ เซอร์ฟเวอร์ ส่วน วินโดวส์ 2000 ดาต้าเซนเตอร์ เซอร์ฟเวอร์ จะมีโหนดได้สูงสุดถึงสี่โหนด

 

ตัวอย่างการใช้ MSCS ทำคลัสเตอร์เป็นเซอร์ฟเวอร์เสมือนสามตัว คือ A, B และ C

 

กริดคอมพิวติง

กริดคอมพิวติง คล้ายการทำคลัสเตอร์ แตกต่างกันตรงที่ คลัสเตอร์จะเป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่เหมือนๆ กันและรวมศูนย์อยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกันเหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เครื่องเดียว ส่วนกริด จะเป็นคอมพิวเตอร์สารพัดชนิดและขนาด กระจายอยู่ทั่วไป ยกตัวอย่างกริดคอมพิวติง คือ โครงการเซติที่บ้าน (SETI@home) เป็นโครงการที่ค้นหามนุษย์ต่างดาวด้วยการรับสัญญาณต่างดาวด้วยจานวิทยุโทรทัศน์ เป็นกริดคอมพิวติงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตามบ้านถึงสามล้านรายทั่วโลกเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยกันวิเคราะห์สัญญาณ อีกตัวอย่างหนึ่งของกริดคือโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลของบริษัท ออราเคิล มีรุ่นที่สนับสนุนการใช้งานกริด

 

โปรแกรม SETI@home ทำงานในระบบปฏิบัติการลินุกซ์ ใช้เพื่อค้นหาสติปัญญาที่อยู่ในดาวเคราะห์ดวงอื่น

 

เพื่อนกันกับแรกนารอก

โศลกเก่าแก่ของอังกฤษ เกี่ยวกับตำนานไวกิ้งซึ่งเป็นที่รู้จักดี นอกจากจะมีเรื่อง แรกนารอก (Ragnarok) แล้ว ยังมีเรื่องของ เบวูฟ (Beowulf) กษัตริย์หาญกล้าผู้ทรงยึดมั่นในสัตย์สาบานด้วยอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในแวดวงนักสร้างคลัสเตอร์ เบวูฟ มีความหมายอย่างอื่นด้วย มันหมายถึงสถาปัตยกรรมที่ใช้คอมพิวเตอร์หลายๆ ตัว มาประกอบกันเข้าเพื่อให้ประมวลผลแบบขนาน สถาปัตยกรรมนี้ประกอบด้วยแม่ข่ายหนึ่งหรือหลายๆ ตัว และลูกข่ายหนึ่งหรือหลายๆ ตัว เชื่อมต่อกันด้วยอีเธอร์เน็ต

 

   กษัตริย์เบวูฟในตำนานเก่าแก่ของอังกฤษ

 

เบวูฟไม่เหมือนคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องที่นำมาเชื่อมกันด้วยระบบแลนอย่างในอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เพราะเบวูฟจะทำ

งานเหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ตัวเดียว คอมพิวเตอร์ที่เป็นโหนดในระบบจะไม่มีแป้นพิมพ์ เมาส์ และจอภาพ มีสถานะเป็นเพียงกล่องที่มีซีพียูและหน่วยความจำ คือเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในระบบเท่านั้น

เบวูฟ เป็นวิธีง่ายที่สุดในการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีพลังการประมวลผลระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง เป็นระบบที่ถูกสร้างจากอุปกรณ์พื้นๆ เช่นเครื่องพีซีธรรมดาที่สามารถวิ่งระบบปฏิบัติการลินุกซ์ได้ เชื่อมต่อกันด้วยการ์ดแลนและแลนสวิทช์ธรรมดา ไม่มีฮาร์ดแวร์พิเศษพิสดารใดๆ ซอฟต์แวร์ก็หาได้ง่ายและฟรี จึงเป็นระบบที่ผู้ใช้ตามบ้านสามารถสร้างเองได้อย่างสบาย

โหนดที่เป็นแม่ข่าย จะทำหน้าที่ควบคุมคลัสเตอร์ และจ่ายแฟ้มข้อมูลให้โหนดที่เป็นลูกข่าย และยังทำหน้าที่เป็นเครื่องที่มีหน้าจอควบคุม และเป็นช่องทางติดต่อกับเครือข่ายอื่นๆ (network gate way) คลัสเตอร์เบวูฟขนาดใหญ่อาจมีแม่ข่ายมากกว่าหนึ่งตัว โดยแม่ข่ายแต่ละตัวจะถูกกำหนดให้มีหน้าที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเข่น แม่ข่ายตัวหนึ่งอาจถูกใช้เป็นหน้าจอตรวจสอบสถานะของคลัสเตอร์ ขณะที่แม่ข่ายอีกตัวทำหน้าที่เป็นช่องทางติดต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ส่วนโหนดที่เป็นลูกข่ายมักถูกทำให้โง่เข้าไว้ ยิ่งโงมากยิ่งดี คือไม่ต้องคิดอะไรมาก มีหน้าที่คอยรับคำสั่งจากแม่ข่ายเท่านั้น

 

เบวูฟที่สร้างขึ้นใช้ภายในบ้านมักประกอบด้วยฮาร์ดแวร์คละแบบ

 

ซอฟต์แวร์ของเบวูฟ

การสร้างเบวูฟไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ ใช้เพียงลินุกซ์ดิสทริบิวชัน (ดิสโทร) มาตรฐานก็พอ วิธีทำเบวูฟอย่างง่ายที่สุดคือนำคอมพิวเตอร์มาสองเครื่อง เชื่อมต่อกันด้วยอีเทอร์เน็ต แล้วกำหนดให้แชร์ /home ในระบบไฟล์ NFS จากนั้นกำหนดให้ทั้งสองเครื่องทำงานกับรีโหมดเชล (remote shells หรือ rsh) เดียวกัน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าได้เบวูฟระดับพื้นฐานแล้ว

 

คมยิ่งกว่าดาบ

เครื่องคอมพิวเตอร์ตามคติของ ทัวริง มีส่วนประกอบหลักเพียงสามส่วน คือหน่วยความจำ หน่วยประมวลผล และหน่วยเก็บผลลัพธ์ คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันในปัจจุบันก็เป็นแบบทัวริง แต่เพิ่มสิ่งจำเป็นในการใช้งานประจำวันเข้าไป เช่น ส่วนเชื่อมต่อแผ่นจานแม่เหล็ก หน่วยจ่ายกำลังไฟ ส่วนเชื่อมต่อเครือข่าย ส่วนเชื่อมต่อกับมนุษย์ เช่น เมาส์ แป้นพิมพ์ กล้องเว็บแคม ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่องค์ประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์

มีผู้คิดสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (sever) ที่เรียกว่า บเลด (blade) ที่ตัดอุปกรณ์ไม่เกี่ยวข้องออกหมด เหลือเพียงส่วนประกอบตามแบบ ทัวริง ออกแบบให้มีขนาดพอดีใส่ได้ในตู้โครงเหล็กมาตรฐาน (rack-mount แบบ U1) คือกว้างสิบเก้านิ้ว สูง 1.75 นิ้ว ทำให้บรรจุ บเลด ได้ถึงหนึ่งร้อยชุดเข้าในตู้โครงเหล็กเพียงตู้เดียวได้ เนื่องจาก บเลด มีทุกอย่างอยู่พร้อม เพียงเสียบสายจ่ายกำลังไฟฟ้า และสายเชื่อมต่อเครือข่ายก็ทำงานได้ บเลด มักถูกนำไปใช้โดยผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และผู้สร้างคลัสเตอร์ เพราะกะทัดรัดและมีความคล่องตัวสูง เราสามารถถอด บเลด ออกจากระบบได้โดยไม่ต้องปิดไฟ (hot-swappable) การเพิ่ม-ลด จำนวนโหนด และการซ่อมบำรุงจึงทำได้สะดวกมาก

 

เบลดยี่ห้อบรอดเบอร์รี ใช้ซีพียูอินเทลซีนอน

 

โปรดติดตามตอนจบ


เกี่ยวกับบล็อกนี้

เว็บบล็อก “คนคอมพิวเตอร์” หรือ Laploy’s articles เป็นบล็อกรวบรวมบทความจาก ลาภลอย วานิชอังกูร มีบทความหลายประเภทคละกัน เช่นบทความเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ บทความเกี่ยวกับการสร้างและดัดแปลงฮาร์ดแวร์ บทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั่วไป บทความทั่วไป และนิยายนักสืบ

เกี่ยวกับผู้เขียน

ลาภลอย วานิชอังกูร เป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาแอพลิเกชันฐานข้อมูลและ Business Intelligence โดยเริ่มจากการพัฒนาโปรแกรมด้วย dBaseII, Clipper, FoxPro ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบูรณาการระบบฐานข้อมูลด้วยเทคโนโลยีของไมโคร ซอฟต์เช่น ASP.NET, ADO.NET, Microsoft SQL Server 2008 และ LINQ ชำนาญการเขียนคิวรีเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อน Data mining, Data Warehouse, OLAP (SSRS), OLTP เคยออกแบบฐานข้อมูลสัมพันธ์ในองค์กรระหว่างประเทศ เคยพัฒนาแอพลิเกชันฐานข้อมูลในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ และเคยให้คำปรึกษาด้าน BI ในศูนย์คอมพิวเตอร์ (T-Center) ในองค์กรของประเทศฝรั่งเศส
นอกจากงานฐานข้อมูลแล้ว ลาภลอย วานิชอังกูร ยังเชี่ยวชาญการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบฝังตัว (Microprocessor / Microcontroller Based Embedded System) งานพัฒนาแอพลิเกชันในอินเตอร์เน็ตแบบ RIA (Rich Internet Application) งานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของซอฟต์แวร์ด้วยหลักการ OOP (Framework Development in Object Oriented Programming) ด้วยภาษา C# และ .NET Framework และงานบูรณาการระบบในองค์กรหรือ SOA (Service Oriented Architecture for Enterprise Orchestration) เคยร่วมงานกับทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ในหลายๆ ประเทศ เช่น ไทย อินเดีย สวิส เยอรมัน และประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน ลาภลอย วานิชอังกูร ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาการวางระบบ IT (เช่น SQL, OLAP,.NET, SCADA, BI, SOA และอื่นๆ) ให้แก่หน่วยงานขนาดใหญ่หลายแห่ง และมีบทความทางวิชาการตีพิมพ์ในวารสารหลายเล่มอย่างสม่ำเสมอ และเป็นผู้เขียนหนังสือ "เรียนรู้ด้วยตนเอง DataBase - Query - T-SQL - Stored Procedure" และ “เรียนรู้ด้วยตนเอง OOP C# ASP.NET” (ISBN 13:978-974-212-598-1)
ท่านสามารถติดต่อผู้เขียนได้ที่อีเมล laploy@gmail.com

เรียนรู้ด้วยตนเอง OOP C# ASP.NET

ชื่อหนังสือ : เรียนรู้ด้วยตนเอง OOP C# ASP.NET โดย : ลาภลอย วานิชอังกูร จัดพิมพ์จัดจำหน่ายโดย : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ISBN : 13:978-974-212-598-1 ราคา : 349 บาท จำนวนหน้า : 648 ขนาด : 19x29 ซ.ม.

เรียนรู้ด้วยตนเอง DataBase – Query – T-SQL – Stored Procedure

ชื่อหนังสือ: เรียนรู้ด้วยตนเอง DataBase - Query - T-SQL - Stored Procedure โดย: ลาภลอย วานิชอังกูร จัดพิมพ์จัดจำหน่าย: บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ISBN: 978-616-08-0009-4 ราคา: 559 บาท จำนวนหน้า: 1,100 ขนาด: 19x29 ซ.ม. วางตลาด: ตุลา 2552

กรุณาป้อนอีเมลของท่าน

Join 17 other followers

Advertisements